หูหนวก
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนโต
เทศน์พระ วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมนะ
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสดา เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม พระพุทธ พระธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สมบูรณ์แบบไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่พระองค์เดียว ลงอุโบสถกับใคร เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญจวัคคีย์ เป็นคณะสงฆ์ นี่เป็นคณะสงฆ์ขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ แสดงพระปาฏิโมกข์ก่อน โอวาทปาฏิโมกข์แสดงในวันมาฆบูชา นั่นพระอรหันต์ทั้งนั้น แต่ปกติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงปาฏิโมกข์
สุดท้ายแล้วมีพระที่ไม่บริสุทธิ์อยู่ในคณะสงฆ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่แสดงปาฏิโมกข์ พระอานนท์นิมนต์แล้วนิมนต์อีกไง จนจะอรุณขึ้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “คณะสงฆ์นั้นไม่บริสุทธิ์”
ไม่บริสุทธิ์ขึ้นมา พระอนุรุทธะกำหนดจิตดูเลย แล้วจูงพระนั้นออกไป บอกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “บัดนี้ สงฆ์บริสุทธิ์แล้ว ให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงปาฏิโมกข์เถิด”
“เราจะไม่ได้แสดงปาฏิโมกข์แล้ว จะให้พระเป็นผู้แสดงแทน”
ฉะนั้น ผู้แสดงปาฏิโมกข์ๆ พระบวชแล้วท่องปาฏิโมกข์ ถ้าท่องปาฏิโมกข์ได้เป็นผู้ที่ฉลาด เป็นผู้ฉลาดในวินัย ๒๒๗ ข้อ ฉะนั้น จึงพ้นนิสัยๆ ไง ถ้าพ้นนิสัยแล้ว ๕ พรรษาขึ้นพ้นนิสัย จะไปไหนได้ ไม่ขอนิสัยก็ได้
แต่ในวงกรรมฐานขอนิสัยตลอด เพราะเราเคารพครูบาอาจารย์ไง เราลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ลงในครูบาอาจารย์ของตนไง ให้อบรมบ่มเพาะไง ให้เป่ากระหม่อมๆ ไง
ฉะนั้น คณะสงฆ์ๆ ไง เวลาคณะสงฆ์มันถึงมีความสำคัญ เห็นไหม เวลาลงอุโบสถๆ เพราะเข้าหมู่ๆ มันเป็นหมู่เดียวกัน เป็นคณะเดียวกัน เป็นหมู่เป็นคณะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก “ครอบครัวกรรมฐานๆ”
เป็นคณะสงฆ์ เป็นหมู่สงฆ์ เป็นหมู่พวก เป็นสิ่งที่ธรรมและวินัยนั้นซัดซากศพเข้าฝั่ง นั้นเวลาแสดงปาฏิโมกข์ มันถึงให้สงฆ์มีทิฏฐิมีมานะ มีความเห็นเหมือนกัน ถ้าไม่เห็นเหมือนกัน เวลาแตกแยก นิกายออกแล้ว เพราะความเห็นต่างกันไง ถือวินัยต่างกัน
ธรรมยุต ธรรมยุตถือวินัยอย่างหนึ่ง มหานิกายก็ธรรมวินัยอย่างหนึ่ง มหายานก็ถือวินัยอย่างหนึ่ง ไอ้นั่นทำได้ ไอ้นี่ทำไม่ได้ แล้วถ้าคนไม่มีสติมีปัญญาก็ทะเลาะกันนะ
ทำไมพระทำอย่างนั้น
เพราะเขาถืออย่างนั้น เพราะเขาถืออย่างนั้นไง มันถึงแยกเป็นนิกายออกไปไง แยกเป็นความเห็นแตกต่างไง
ถ้ามันไม่เห็นแตกต่าง ลงอุโบสถๆ เพราะเราเห็นในเถรวาท ลงในเถรวาทเถระ ๕๐๐ องค์ที่เป็นพระอรหันต์ เวลาลงอุโบสถๆ ถ้าลงอุโบสถ สิ่งที่ว่า แม้แต่ในอาวาสเดียวกัน ต้องลงเป็นฉันทามติ เป็นความเห็นเดียวกันไง
ธรรมและวินัย เราบวชเป็นพระ เป็นสมมุติสงฆ์ๆ ที่ฝึกหัดปฏิบัติอยู่นี่ไง
พระไม่ทรงศีลทรงธรรม ใครจะทรง
ศีลธรรมมันคืออะไรล่ะ
ข้อวัตรปฏิบัติไง ถ้ามาลงอุโบสถไม่ได้ ต้องมอบฉันทะมา พระสงบป่วยอยู่ที่กุฏิมาไม่ได้ บอกฝากมาให้บอกคณะสงฆ์ คณะสงฆ์ลงอุโบสถ ไม่อย่างนั้นเป็นโมฆะหมดเลย เป็นโมฆียะ สงฆ์เป็นวรรค ทำกรรมไม่ได้
สงฆ์เป็นสงฆ์ทั้งหมดไง ขาดแม้แต่องค์เดียวก็ไม่ได้ เป็นวรรคเป็นตอน มันจะแยกเป็นหมู่เป็นคณะไง มันจะแยกทิฏฐิมานะของมันออกไปไง ถ้ามันแยกทิฏฐิมานะความเห็นของมันออกไปไง พระธรรมก็เลยกลายเป็นจินตนาการไปแล้ว
แต่ถ้าเป็นจริงๆ เข้าหมู่เข้าสงฆ์ เขาลงฉันทามติ
ฉะนั้น ถ้าพระสงบ เอ็งป่วยนะ เอ็งเดินไม่ได้ เอ็งเจียนตาย เอ็งก็ต้องบอกพระให้พระเอาฉันทะ ฉันทะมาบอกกลางสงฆ์ พระสงบป่วยอยู่ที่กุฏิ สงฆ์ถึงทำกรรมได้ ไม่อย่างนั้นปรับเป็นอาบัติหมด
นี่เหมือนกัน ในเมื่อเป็นผู้ที่มีสติมีปัญญาก็โทรมาบอก ถ้าโทรมาบอก ถ้าไม่ได้โทรมาบอกว่ามาไม่ได้ มาไม่ได้ เวลาแสดงธรรมๆ เราแสดงเองก็ไม่ได้ เพราะสงฆ์เป็นวรรค ทำกรรมไม่ได้ คือมาไม่ครบไง เป็นวรรคเป็นตอนไง
แต่ถ้าเขามาไม่ได้ เขาต้องบอกมา พอบอกมา เราก็ลงได้
แล้วถ้าเขามาล่ะ
เขามา ถ้าเราแสดงปาฏิโมกข์แล้ว คณะสงฆ์เขามา ถ้าคณะเขาใหญ่กว่า ต้องเริ่มต้นใหม่ แต่ถ้าเขามาน้อยกว่า เข้ามาสู่สงฆ์ได้ แล้วสวดถึงตรงไหนสวดต่อเลย เพราะว่าคณะใครใหญ่กว่า
เวลาลงอุโบสถไง เวลาไปจำพรรษาที่ไหน เวลาสัตตาหกรณียะ เวลาเราไปเรียนปาฏิโมกข์ เพราะสมัยพุทธกาล มุขปาฐะ ไม่มีตำรา มีแต่ปาก เอ็งจะท่องปาฏิโมกข์ เอ็งต้องมาท่องกับข้า ข้าได้ ข้าจะบอกเอ็งทีละคำ ถ้าไม่ได้ คณะสงฆ์ไม่ลงอุโบสถ ปรับอาบัติ
นี่ไง เข้าหมู่เข้าพวกไง ถ้าเข้ามาเป็นคณะ เป็นคณะเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ถ้าชอบธรรมมันจะการลงอุโบสถไง อุโบสถ อุโบสถศีล ศีลที่ว่าเราลงอุโบสถกันทุกปักษ์ แล้วมันเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขในคณะสงฆ์
แต่เราเป็นสุขไหม
กิเลสในใจร้ายนัก กิเลสหัวใจเรานี่แหละ ที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรานับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้านับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ประเพณีวัฒนธรรม ตั้งแต่เด็ก เด็กน้อย ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ทุกหมู่บ้าน ทุกสถานที่ต้องมีวัดมีวา มีวัดมีวาไว้ทำบุญทำกุศลไง เพราะอะไร
เพราะคนเกิดคนตาย มงคลสมรส วันเกิด ทำบุญทำกุศล เวลามีปัญหาในครอบครัว ปรึกษากับพระให้พระเป็นผู้คุ้มครองดูแล เวลาตายเผาที่ไหน เวลาตายนะ โอ้โฮ! น้ำตาท่วมเชียว รักใคร่มาก ทะนุถนอม พอได้พลัดพรากจากกันไปแล้ว แล้วจะให้จมทุกข์ตรอมใจอยู่อย่างนั้นหรือ
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เอาศพไปเผาไง เขาทำคุณงามความดีมาหรือทำความชั่วมา ถ้าทำคุณงามความดีมาก็ไปเกิดบนสวรรค์ พอไปบนสวรรค์แล้ว พ่อแม่ปู่ย่าตายายอยู่บนสวรรค์ คอยมองมาว่าลูกหลานของเรามีความสุขหรือความทุกข์
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เหตุปจฺจโย อารมฺมณปจฺจโย มันอยู่ที่เหตุที่ผล เหตุผลทำดีหรือทำชั่วมา นี่พระพุทธศาสนาไง พระพุทธศาสนาเวลาสวดอภิธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไปสวดอภิธรรมไง ไปโปรดพระมารดาเป็นพระอรหันต์เลย
เราก็ฟัง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา
คนเกิดมาเป็นปู่เป็นย่าเป็นพ่อเป็นแม่ของเรา มีชาติมีตระกูล เราเกิดกับพ่อกับแม่ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกไง พ่อแม่ก็ได้พลัดพรากจากไปแล้วไง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ได้เผาแล้ว คนเราเกิดมา ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด ทุกคนก็ต้องตายไป เวลาตายไป ทำให้เรามีสติมีปัญญาให้ขวนขวาย ให้ทำคุณงามความดีเพื่อชาติเพื่อตระกูลของตนไง
ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลจะมีวัด มีวัดไว้เป็นประเพณีวัฒนธรรม วัฒนธรรมของชาวพุทธไง เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราได้เห็นมาหมดไง เราเห็นทุกข์เห็นยาก เราถึงได้มาบวชเป็นพระ เป็นพระเป็นนักรบๆ ไง นักรบรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน
ถ้ามีสติมีปัญญา ตั้งแต่พระ เรื่องเป็นพระ บุคคลอุโบสถ คณอุโบสถ บุคคลคนเดียว ถ้าหนึ่ง สอง สาม ก็คณะอุโบสถไง ถ้าสี่องค์ขึ้น ถ้าเป็นสงฆ์ไง ถ้าเป็นสงฆ์ถ้าสวดปาฏิโมกข์ไม่ได้ อยู่ในสำนักนั้น ปรับอาบัติปาจิตตีย์ทั้งวัดเลย ปรับอาบัติปาจิตตีย์เลย
ฉะนั้น เวลาเข้าพรรษาก็ฝึกหัดใครองค์ใดองค์หนึ่งให้สวดปาฏิโมกข์ให้ได้ ถ้าสวดปาฏิโมกข์ได้ เขาก็ไปสวด เวลาเข้าพรรษาแล้ว สัตตาหกรณียะ ไปเรียนธรรมๆ ก็เรียนปาฏิโมกข์นี่ เพื่อให้มันสวดได้ สวดได้ๆ มันก็ทำให้ปลดภาระของคณะสงฆ์เป็นผู้รับภาระ ฉะนั้น เวลาทำหน้าที่แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การสวดปาฏิโมกข์ถึงได้มีบุญมีกุศลไง
เวลาครูบาอาจารย์ท่านเทศนาว่าการนะ เวลาดึงบุคคล ดึงสายเลือด เวลา ๗ ชั่วโคตร บวชเป็นพระ ปู่ย่าตายาย ขอได้ บอกได้ บีบบี้สีไฟได้ คือแบบว่าบังคับให้ปู่ย่าตายายทำบุญได้ ว่าอย่างนั้นเถอะ แต่คนอื่นไม่ได้ ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา
มันเป็นโดยสายเลือด สายเลือดคือสายบุญสายกรรม ได้สร้างเวรสร้างกรรมมาถึงได้เกิดเป็นชาติเป็นตระกูลเดียวกัน ได้เห็นภัยในพระพุทธศาสนา เราถึงมาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระอยู่ในคณะใด นิกายใด สายเลือดใด มันก็เชื่อตามกันไป
แต่ครูบาอาจารย์เราหลวงปู่มั่นนะ เวลาถ้าเป็นสมมุติเป็นโลก มันก็ต้องเป็นธรรมและเป็นวินัย นานาสังวาสลงอุโบสถไม่ได้ แยก
แต่เวลาเป็นธรรมๆ หลวงปู่มั่นพูดเอง “ไก่มันยังมีชื่อ”
มันก็แค่ชื่อ แค่ความเชื่อ แค่ความเห็น ปฏิบัติได้จริงหรือเปล่าล่ะ ถ้าปฏิบัติได้จริง สติวินัย ยกเว้น ไม่มีอาบัติ แต่เราสมมุติ อาบัติเต็มหัวใจเลย
ฉะนั้น เห็นภัยในวัฏสงสารมาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระ จ้ำจี้จ้ำไช หูหนวก ฟังธรรมๆ ทุกวัน ลงอุโบสถตลอดเวลา เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ฟังจนท่วมหัวใจ ฟังธรรมล้นหูเลย หูมันหนวก ใจมันด้าน เพราะหูมันหนวก
แต่ถ้าทางโลกๆ เขา วิทยาศาสตร์เขาเจริญนะ เวลาถ้าหูหนวก เขามีหูฟัง เขามีภาษามือ เขาแก้ไขของเขา หูหนวกก็ใช้ชีวิตเป็นปกติได้ ถ้าหูหนวกก็ใช้ชีวิตเป็นปกตินี่แหละ
แต่ถ้ามันเป็นกิเลสล่ะ กิเลสในหัวใจน่ะ ใจมันหนวก กิเลสมันบีบบี้สีไฟ กิเลสมันทำให้ใจบอด เพราะว่าอะไร เพราะใจมันบอด
ถ้าใจมันเป็นธรรมๆ ขึ้นมา เก็บหอมรอมริบ
หลวงตาพระมหาบัวอยู่กับหลวงปู่มั่นไง ท่านบอก หลวงปู่มั่นเป็นพระอะไร พระอรหันต์ ท่านเก็บหอมรอมริบนะ อะไรผิดอะไรถูกท่านยังเก็บ เก็บอยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยปละละเลย
นั่นพระอรหันต์นะ เพราะอะไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา เวลานอนสีหไสยาสน์ไง เป็นบุคคลตัวอย่างไง ถ้าประพฤติปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วไม่มีอาบัติแล้ว อยู่โดยความสุขความสบายเลย
ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระกัสสปะไง อายุ ๘๐ เท่าเรา เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน ทำไมสังฆาฏิถึง ๔ ชั้น
ถือธุดงควัตรไง บังสุกุลน่ะ เธอก็เป็นพระอรหันต์ ทำไมต้องไปถืออย่างนั้น
ข้าพเจ้าไม่ได้ทำเพื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ไม่มีกิเลส ไม่มีความทุกข์ความยากในหัวใจ แต่ข้าพเจ้าทำเพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้เป็นแบบอย่าง
นี่ไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำเป็นแบบอย่างๆ ครูบาอาจารย์ของเราท่านทำเป็นแบบอย่าง นี่ไง ท่านไม่ทำอย่างนั้นก็ได้ แต่ท่านไม่ทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ก็เพื่อเป็นปกติสุขของท่าน
แต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา แทนคุณพระพุทธศาสนา ท่านทำเพื่อพระพุทธศาสนา ท่านไม่ได้ทำเพื่อท่านหรอก
ถ้าทำเพื่อท่าน ทำเพื่อท่านก็ทางเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนานั่นทำเพื่อท่าน เวลาท่านบุกเบิก ท่านเข้าไปเผชิญกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน ท่านหูหนวกตรงไหน ท่านไม่ใช่หูหนวก ท่านพยายามฟังธรรม ท่านพยายามแสวงหา แสวงหาเพื่อแก้กิเลสไง ไม่ให้ใจมันด้าน ให้ใจมันมีหิริมีโอตตัปปะ ให้มันมีความละอาย ให้มันมีความเกรงกลัว
การภาวนาเกิดขึ้น เพราะนิวรณธรรมกางกั้นสมาธิ ไอ้ที่ว่าทำสมาธิๆ นี่แหละ ไอ้ที่ว่าทำความสงบของใจ พระกรรมฐานๆ นี่แหละ ไอ้ที่ว่าพระกรรมฐานนี่ฐานไหน กรรมฐาน ๕ นี่ไง กรรมฐาน ๔๐ ห้อง ฐานไหน อะไรเป็นฐาน มีที่มาที่ไปหรือ ถ้ามีที่มาที่ไปมันจะมีจุดยืนของมันไง
ไอ้นี่มันเหลวไหล เพราะมันเหลวไหล มันเลยเหลวไหลไปทั้งหมดไง มีสติมีปัญญามันจะเหลวไหลได้อย่างไร
มนุษย์จะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ มันมีความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบถึงการกระทำของตน และการรับผิดชอบการกระทำถึงกระทบหมู่คณะ เวลากระทบหมู่คณะ ขออภัย เวลาความพลั้งเผลอ ความไม่เท่าทันกิเลสในใจของตน
นี่ไง ทางโลกเขา เขามีหูฟัง เขามีภาษามือ เขามีภาษากาย เขายังสื่อสารกันได้ ทั้งๆ ที่เขาหูหนวกนะ ไอ้นี่ของเราอาการ ๓๒ บริบูรณ์ทั้งนั้นน่ะ แต่กิเลสมันทำให้หนวก กิเลสมันปิดกั้น กิเลสในใจของคนเท่านั้น
แต่มันสังเวชตรงที่ว่า เราบวชมาเพื่ออยากจะมีความสุขไง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้ามันไม่ได้ลิ้มรสของธรรมมันจะมีความทุกข์ความยากมาก ถ้ามันได้ลิ้มรสของธรรมนะ มันจะขวนขวาย ถ้ามันได้ลิ้มรสของสติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม ถ้ามันเป็นคุณธรรมขึ้นมาในใจ
ถ้าเป็นคุณธรรมขึ้นมาในใจ เหมือนทางการแพทย์ ทางการแพทย์ถ้าเขาจบการศึกษาทางการแพทย์ เขารู้เลยว่าอะไรมันเป็นต้นเหตุเป็นแห่งโรคภัยไข้เจ็บ เขาพยายามจะหลีกเลี่ยง เพราะเขารู้
นี่ก็เหมือนกัน เราบวชมาก็เพื่อจะชำระล้างกิเลส แต่มันไม่ได้ลิ้มรสไง ถ้าทางการศึกษาปริยัติเขาศึกษาจนจบ ๙ ประโยค เขาก็มีความรู้ รู้หมด ไอ้นู่นไอ้นี่ๆ รู้หมดเลย แต่ทุกข์ฉิบหาย รู้หมดนะ รู้ได้หมด อธิบายได้ทุกเรื่องเลย แต่ไม่รู้จริงสักอย่าง ไม่มีอะไรเป็นความจริงเลย
ถ้าเป็นความจริงนะ มันจะเกิดขึ้นในใจของตน สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง
การศึกษาส่วนการศึกษา การศึกษาศึกษามา สาธุ ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงตาพระมหาบัวไปหาหลวงปู่มั่นไง มรรคผลนิพพานไม่ได้อยู่ในตำรา ไม่ได้อยู่ในภูเขาเลากา ไม่อยู่ในวัดใด ไม่อยู่ในเงินในทอง ไม่อยู่ในเพชร ไม่อยู่ในอะไรทั้งสิ้น ค้นคว้าหาเอาในใจของตนไง ถ้าค้นคว้าหาในใจของตนนะ
ถ้ามันหนวกไง หูมันหนวก มันไม่ฟัง มันฟังมันก็ฟังจนชินหูแต่ใจมันด้าน กิเลสมันพาด้าน
แล้วที่มันเศร้าใจที่ว่า เราบวชมาเพื่อจะสู้กับมันนี่ไง เราบวชมาเพื่อจะค้นคว้าหามันนี่ไง แล้วทำไมเป็นทาส เป็นขี้ข้า เป็นให้มันข่มขี่อยู่นี่ไง
อ้าว! ก็ผมพยายามอยู่นี่ไง
พยายามก็ตั้งสติให้ดีๆ สิ สิ่งที่มันผิดพลาดมันควรทำหรือไม่ควรทำ ถ้ามันทำ นี่ร่องรอยไง
เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านบอกไง ถ้ามันขี้เกียจขี้คร้าน มันไม่เอาอะไร ไม่ให้มี ๑ ถ้ามันผัดวันประกันพรุ่งได้ครั้งที่ ๑ มันจะมีครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔
เราทำความผิดครั้งแรก มันจะมีความผิดครั้งที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เราจะทำความผิด เราดื้อ เราไม่ยอมทำกับมัน ดื้อ
ขอใช้หูฟัง ขอใช้ภาษามือ ขอใช้ให้จิตมันมีสติขึ้นมา ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ใจบอด ใจหนวกอยู่อย่างนั้น แล้วมันจะดีขึ้นมาได้อย่างไร ถ้ามันจะดีขึ้นมา มันต้องแก้ไขตัวมันสิ
จิตตภาวนา เริ่มต้นจากจิต
นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไง ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลก หัวใจของสัตว์โลกคือความรู้สึก คือจิต คือจิตวิญญาณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปต้องร่างกายของใคร มันตายหมดน่ะ รอไว้นี่ไง ประเทศไทยไง มีวัดทุกหมู่บ้านเอาไว้เผาศพ
มันเผาแน่นอน ศพต้องทิ้งไว้ที่นี่อยู่แล้ว ทางการแพทย์บอกแล้วไง ๗ ปี เซลล์เก่าตายหมด เซลล์ใหม่ทั้งนั้น ทั้งๆ ที่มีชีวิตอยู่นี่มันยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วตายไปจะเอาร่างกายนี้ไปทำอะไร เหม็นเน่าอยู่นั่นน่ะ แต่หัวใจไง
ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลกให้มันมีความเปลี่ยนแปลง ให้มันมีการแก้ไข ให้หัวใจจากโลก โลกียปัญญา จบ ๙ ประโยค มีสติปัญญามาก นั้นศึกษามาไว้เป็นวิชาชีพ ตายไปเกิดใหม่ก็ไปศึกษาใหม่ ศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นพันธุกรรมของจิต
แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติก็จิตนั่นแหละ มันสงบระงับได้หรือไม่
ถ้ามันสงบระงับขึ้นมา นั่นเริ่มต้น สมถกรรมฐาน พระกรรมฐานเขาเริ่มต้นกันตรงนี้ พระกรรมฐานเขาเริ่มต้นตั้งแต่สัมมาสมาธิ จิตที่สงบระงับ พระกรรมฐาน นี่พระกรรมฐานเริ่มต้นตรงนี้
แล้วนี่ก็เป็นพระกรรมฐาน แล้วมันมีฐานตรงไหนที่เป็นฐานน่ะ นี่กรรมฐาน ๕ ฐานไหน กรรมฐาน ฐานของใคร กรรมฐานก็ฐานของกูนี่ไง ฐานของเรานี่ไง ฐานของตัวตนนี่ไง ถ้ามันเป็นจริงได้
นิวรณธรรมกางกั้นสมาธิ ลังเลสงสัย วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส นี่ไง ความฟุ้งซ่านเป็นเครื่องกางกั้น แล้วเราอยู่กับอะไรล่ะ อยู่กับสงสัย อยู่กับลังเล อยู่กับความไม่เอาไหน อยู่กับหูหนวก ใจหนวก ไม่สนใจสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ฟังจนชินหู แต่หัวใจมันด้าน มันด้านเพราะมันว่ามันไม่มีใครรู้ไง
ความลับไม่มีในโลกนะมึง ความลับมันมีที่ไหนวะ มันทำอยู่ มันเห็นชัดๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ แต่คิดเองเออเอง บ้าอยู่คนเดียวนั่นไง หลงอยู่บ้าบอคอแตกนั่นน่ะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ๆ รื้อหัวใจของสัตว์โลก เขารื้อหัวใจดวงนั้น หัวใจดวงนั้นถ้ามันดีงามขึ้นมามันจะเป็นประโยชน์กับหัวใจของคนคนนั้น แล้วถ้ามันเป็นประโยชน์กับหัวใจของคนคนนั้นนะ มันตั้งใจฝึกหัดปฏิบัติของมันขึ้นมา ถ้าฝึกหัดขึ้นมา ถึงว่าสมกับความเป็นนักรบๆ ไง
ความว่าเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา บวชเป็นพระนี่บุญกุศล ถ้าไม่มีบุญกุศล เรามีเจตนาบวชทำไม เพราะอะไร เพราะมันทุกข์ไง อยู่กับโลกทุกข์เจียนตาย
เวลาทางโลกเขาหลบภัยทางโลกมาบวชเป็นพระทั้งนั้นน่ะ พอบวชเป็นพระ เขาว่าบวชเป็นพระ เขตอภัยทาน ยกให้ ทุกคนเขายกให้กับพระ ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ มันก็เลยชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์อยู่อย่างนั้นไง
แต่เวลาครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง ไม่ใช่ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ ทั้งชีและสงฆ์จะฝึกหัดปฏิบัติ ทั้งชีและสงฆ์จะต้องฝึกหัดให้มีศีลมีธรรม ถ้ามีศีลมีธรรม มันไม่ผิดศีล ๒๒๗ มันไม่ผิดศีลผิดธรรม มันแวววาวอยู่แล้ว มันดีงามของมันอยู่ในตัวของมัน ถ้ามันดีงามอยู่ในตัวของมัน นี่ก็เป็นดีงามแบบโลกๆ ไง ดูสิ ประเพณีวัฒนธรรมของเขา เราก็ชื่นชมไปกับเขา
แต่ตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ไง ท่านอยู่ที่วัด เขามีการแข่งเรือ เขามีวัฒนธรรม มันเป็นภาคที่ว่าชาวอุบลฯ เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตไง วัฒนธรรมเยอะแยะไปหมด มีการแข่งขันทั้งนั้นน่ะ กลองยาว แข่งเรือแข่งอะไร ท่านถึงได้เสียสละออก ชาวบ้านเขาต่อต้านหมด เลยมาญัตติเป็นธรรมยุตนี่ไง
ญัตติเป็นธรรมยุตเพราะอะไร
เพราะพระกรรมฐานไง ไม่ไปอยู่กับการละเล่น การฟ้อนรำ ประเพณีวัฒนธรรมมันทำให้เนิ่นช้าไง
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึงว่า เรื่องของโลกไว้กับโลก ไก่มันยังมีชื่อ ธรรมยุต มหานิกาย มันก็เรื่องของนิกาย
นิกายมันอยู่ในสังคมของสังคมโลก ถ้าปฏิบัติเข้าป่าเข้าเขา แยกออกมาปฏิบัติ มันถึงเป็นปริยัติ ปฏิบัติ วิปัสสนาธุระ คันถธุระ
คันถธุระก็ฝ่ายปกครองไง มีอำนาจวาสนายิ่งใหญ่ไง ไอ้เราจะให้หูของเราปลอดโปร่ง ไม่ใช่หูเป็นหูน้ำหนวก ไม่ใช่แก้วหูแตก ไม่ใช่หูของเราหูระเบิด
เราจะให้มีสติมีปัญญา เสียง คำสั่ง คำสอนของครูบาอาจารย์ ให้มันแทงเข้าถึงในหัวใจของตน ถ้ามันแทงเข้าถึงหัวใจของตน มันจะเกิดการขวนขวาย มีการกระทำ ต่อต้านไอ้กิเลสที่มันยึดมั่นถือมั่นในหัวใจนั่นน่ะ มันนอนจมอยู่นั่นน่ะ
ก็เราจะมาแก้ไข ทำไมปล่อยให้มันปู้ยี่ปู้ยำอยู่ได้ ทำไมทำตามมันตลอดเวลา ทำไมให้มันชักจูงอยู่อย่างนั้น ทำไมไม่ดื้อด้านกับมันบ้างล่ะ
เวลาดื้อ หูหนวก เวลาดื้อ ไม่สนใจอะไรเลย เวลากิเลสมันเหยียบย่ำ ทำไมไม่เจ็บปวดหรือ
สิ่งใดทำแล้วไม่ดี สิ่งนั้นไม่ดีเลย สิ่งใดรู้ภายหลังว่ามันชั่ว ไม่ควรทำเลย แล้วมันก็ซ้ำๆๆ อยู่อย่างนั้นน่ะหรือ ไม่ละอายอะไรเลยหรือ ชีวิตไม่มีค่าอะไรเลยหรือ
ถ้ามันมีค่าๆ จิตวิญญาณมันมีค่าที่สุด ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชีวิตมีคุณค่าที่สุด
ชีวิตคืออะไรล่ะ
ชีวิตคือพลังงาน ชีวิตคือตัวจิตนี้ไง
ชีวิต ร่างกายเปลี่ยนได้หมดเลย อะไรดีปลูกถ่ายได้นะเว้ย หัวใจยังเปลี่ยนได้เลย เปลี่ยนนิสัยได้ไหม
ธรรมนี้มันจะเปลี่ยนเอ็ง ถ้าเอ็งจะมีสติมีปัญญาจะเปลี่ยนตัวมึงเอง มึงไม่มีสติมีปัญญาใครจะเปลี่ยนให้ เพราะอะไร
เพราะหลวงปู่มั่น “จิตเป็นอย่างไร”
ถ้าจิตมันดีงามขึ้นมา มันสำรอกมันคายนะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดถึงหลวงปู่คำดีไง ท่านเป็นคนโมโห ท่านเป็นคนฉุนเฉียวมาก วันหนึ่งไปทำสะเทือนใจเณรไง เณรตัดสบงให้ไม่ถูกใจ ฉีกทิ้งต่อหน้า เณรมันนั่งร้องไห้
“ตั้งแต่บัดนี้ เราจะควบคุมอารมณ์ของเรา เราจะไม่ทำให้สามเณรน้อยที่มันอุตส่าห์ตัดสบงให้แต่ไม่ถูกใจตัว ฉีกทิ้งต่อหน้ามัน มันนั่งร้องไห้ มันเสียใจ ทั้งๆ ที่มันจะตัดมาถวาย ไปฉีกของมันทิ้งต่อหน้ามัน ตั้งแต่บัดนี้เราจะไม่ใช้อารมณ์กับใครทั้งสิ้น”
ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ฝึกหัดของท่านมาจนท่านเป็นพระที่สงบเสงี่ยม เป็นพระที่นิ่งมาก นั่นน่ะท่านก็ฝึกของท่าน
มี มีคนฝึก มีคนทำมาทั้งนั้น ถ้ามันจะทำ
ไอ้นี่มันไม่ทำแล้วนะ มันจะเอาเชื้อร้ายไปป้ายคนอื่นเขา เอาเชื้อร้าย เอาความไม่เอาไหนที่ไม่เป็นประโยชน์กับเรา แล้วใครจะทำอะไรมันก็จะไปกระเทือนเรา ปกระเทือนเขา กระเทือนหรือยัง
นี่ไง ลงอุโบสถไง ทำให้เหมือนกันไง เข้าหมู่ไง ปรับจูนไง ให้อยู่ในศีล ๒๒๗ นี่ไง เดี๋ยวจะแสดงปาฏิโมกข์ เวลาสิ่งนี้สะกิดเลยว่าใครผิดข้อไหนๆ
แต่นี่เราปลงอาบัติแล้ว เพราะว่าเราฟังภาษาบาลีไม่ออก เพราะเราไม่ใช่จบ ๙ ประโยคไง พระกรรมฐานๆ แต่พระสวดปาฏิโมกข์ได้ สวดปาฏิโมกข์แล้วมันเข้าใจเรื่องข้อกฎหมายไง สวดปาฏิโมกข์มันเข้าใจหมดน่ะ พอเข้าใจแล้วรู้ถูกรู้ผิด รู้ถูกรู้ผิดก็ภาวนาให้ดีขึ้น
เวลาถูกผิดขึ้นมาปลงอาบัติ เพราะอะไร เพราะกูแพ้ความประมาท แพ้ความพลั้งเผลอ แพ้เพราะอารมณ์ชั่ววูบ เพราะมีกิเลส เว้นไว้แต่ปาราชิก ๔ ถ้าเป็นแล้วจบ เป็นไปไม่ได้ แก้ไขไม่ได้
ฉะนั้น เวลาบวช อุปัชฌาย์ถึงต้องระวังไง กรณียกิจ ๔ อกรณียกิจ ๔ ห้ามเด็ดขาด
อย่างอื่นผิดพลาด แก้ไข เพราะแก้ไข เพราะอาบัติหนัก อาบัติเบา แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัตินะ จิตลงไม่ลง จิตเป็นไม่เป็น จิตเป็นอย่างไร เพราะพระปฏิบัติ พระปฏิบัติจิตตภาวนา
พระเหมือนกัน พระเหมือนกันหมดเลย พระก็คือพระไง แต่พระที่ทรงศีลทรงธรรม พระที่มีความละอายแก่บาป พระที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ไม่อย่างนั้นเราจะอดนอนผ่อนอาหารกันทำไม
ผ่อนอาหาร นี่ก็ฉัน ฉันเต็มคราบ ใครๆ ก็ฉันได้ ฉันเล็กฉันน้อย ฉันแต่ของใครของมัน เพราะอะไร เพราะมันไม่ได้เอาความสุขเพราะการขบการฉัน มันจะเอาความสุขทำสมาธิได้หรือเปล่า จิตสงบได้หรือเปล่า ปัญญามันเกิดหรือไม่ แล้วถ้าปัญญามันเกิด มันเกิดอย่างไร แล้วปัญญามันเกิดนะ ยิ่งอดนอนผ่อนอาหาร ๒๔ ชั่วโมงไง เพราะคำว่า “พระปฏิบัติ” เขาปฏิบัติกัน ๒๔ ชั่วโมง นี่ไง พระกรรมฐานๆ ไง
เวลาประชาชนที่เขาศรัทธา เขาศรัทธาเพราะคุณงามความดีอันนั้น เขาไม่ได้ศรัทธาว่า มนุษย์คนหนึ่งโกนหัวห่มผ้ากาสาวพัสตร์
ตอนนี้นะ หล่อพระเต็มไปหมด ตุ๊กตานั่งเต็มไปหมดเลย ก็เอาตุ๊กตาองค์ตั้งไว้ พระกรรมฐาน อุ้มบาตรเสียด้วยนะ คอยเรี่ยไร แล้วมันเป็นอะไร เป็นธุรกิจหมดเลยหรือ
เราไม่เกิดมาแบกหามเรื่องอย่างนั้น เราเกิดมา เกิดมาพบพระพุทธศาสนามาบวชเป็นพระ แล้วพยายามจะฝึกหัดของเราขึ้นมา ฉะนั้น มนุษย์ ปัจจัย ๔ เพราะปัจจัย ๔ แล้วมันก็สวดปาฏิโมกข์ วินัย จีวร สิ่งที่ว่านิสสัคคิยปาจิตตีย์ ของที่ได้มา สัตตาหกาลิก คณโภชนะ อยู่ในวินัยนี้หมดน่ะ แล้วเราลงอุโบสถๆ สาธุ สาธุ แล้วเป็นอะไรขึ้นมา
เวลาจะลงอุโบสถมีการกระทำ คือความเป็นจริงขึ้นมาก็เพื่อคณะสงฆ์ เพื่อเป็นความดีไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ไม่ให้ใครปกครองสงฆ์ ให้สงฆ์ปกครองสงฆ์
แล้วสงฆ์ในคณะนั้น ในชุมชนนั้นมีความรู้ความเห็นอย่างไร ในชุมชนนั้น ดูสิ ดูประเพณีวัฒนธรรมแต่ละภาคก็แตกต่างกันไป แต่ก็อยู่ในธรรมวินัยเดียวกัน เพราะอยู่ในการปกครองของคณะสงฆ์
นี่ไง คณะสงฆ์ สงฆ์ถ้ามีความผิดพลาด เขาตรวจสอบ เขาคุ้มครอง เวลาถึงสุดท้ายเขาต้องตรวจสอบว่าเป็นความจริงหรือเป็นความไม่จริง
แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติ เราต้องตรวจสอบเอง สัมมาสมาธิ มันเป็นโลกียะหรือเป็นโลกุตตระ แล้วมืดบอดทั้งนั้นน่ะ พอมีความคิด โอ้โฮ! มีปัญญาทันทีเลย ไม่รู้หรอกความคิดกิเลสมันหลอกไปกี่ชั้นแล้ว กิเลสมันลากไปหมดเลยล่ะ แล้วก็เอาธรรมะให้เอ็ง
กิเลสมันลากไปเกลี้ยงเลยนะ แล้วเอาธรรมะให้ โอ้! บรรลุธรรม ธรรมยิ่งใหญ่
กิเลสมันลากไปเกลี้ยง ปัญญาอะไร ก็มีความคิดไง ความคิด คนที่เขาไม่ปฏิบัติเขาก็มีความคิด คนที่ถือลัทธิอื่นเขาก็มีความคิด ความคิดคือความคิดไง ความคิดเกิดจากจิตไม่ใช่จิต
ถ้าทำความสงบเข้าถึงจิต พอเข้าถึงจิตแล้วสัมมาสมาธิ เออ! ใช่
แต่นี่ไม่เคยมีไง ว่างๆ ว่างๆ ว่างๆ
เฮ้ย! มึงบอกกูทีว่าว่างอย่างไรวะ แล้วอะไรว่างๆ วะ แล้วว่างๆ มันเหลืออะไรวะ แล้วว่างๆ มันทำประโยชน์อะไรได้บ้างล่ะ แล้วว่างๆ มันมีคุณประโยชน์อะไรวะ ก็ทำให้มึงเบลออยู่นั่นน่ะ
แต่ถ้าเป็นความจริงๆ ขึ้นมาไง โอ้โฮ! มันมีความสุข มันมีกำลัง แล้วถ้ามีวาสนานะ มันเห็นสติปัฏฐาน ๔ โอ้โฮ! มันสะดุ้ง ช็อกเลยนะ อ๋อ! กิเลสเป็นอย่างนี้ แต่ยังดำเนินการไม่ได้ ถึงจะต้องขวนขวายเข้าไปหาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น
ทำสมถกรรมฐานได้ ทำสมาธิได้ นอนตายอยู่นั่นหรือ
แล้วยกขึ้น เห็นไหม บุคคลคู่ที่ ๑ เพราะอะไร
สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
สมถะคือพลังงาน คือตัวจิต
วิปัสสนาคือตัวปัญญาที่จะคิดศึกษาค้นคว้ามีการกระทำ
มันไม่ใช่หูหนวกตาบอดอยู่นั่นแหละ ภูมิใจกับผ้ากาสาวพัสตร์บวชเป็นพระ หัวโล้นๆ ใครก็ทำได้ เดี๋ยวนี้ในสังคมเขาโกนหัวกันหมดน่ะ มันสะดวกสบายไง ถ้าเขาห่มผ้าเหลืองด้วย โอ้โฮ! พระฝรั่งทั้งนั้นน่ะ ไอ้นี่ของเรา เขาไม่ได้บวชตามธรรมวินัย
ถ้าบวชตามธรรมวินัย เพราะลงอุโบสถนี่ไง แล้วลงอุโบสถ คณะสงฆ์ใ รู้จักกันหมดล่ะ บวชที่ไหน บวชเมื่อไหร่ ใครเป็นอุปัชฌาย์ ใครเป็นอาจารย์ เป็นคณะสงฆ์ อาวุโส ภันเต เป็นหมู่สงฆ์ที่มีสติมีปัญญา เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม เคารพธรรมและวินัยคือเคารพศาสดา ตัวเองก็มีคุณค่า
ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป เทวดา อินทร์ พรหมคุ้มครอง ถ้ามีคุณธรรม เทวดา อินทร์ พรหมขอ ขอเทศนาว่าการให้ฟังบ้าง แต่ถ้าทำดี เทวดาคุ้มครอง แต่ยังไม่มีคุณธรรม ไม่มีสิ่งใดจะสอนใครได้
ถ้ามีคุณธรรมขึ้นมาเหมือนหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เทวดามาขอ ขอฟังธรรม ขอบุญกุศลจากผู้ที่ทำคุณงามความดี ให้หัวใจมันเบิกบาน
ไม่ใช่หัวใจบอด พวกหูหนวก หูหนวก ใจด้าน ไม่เป็นประโยชน์กับตัวเอง แล้วกีดขวางหมู่คณะ กีดขวางคนอื่นเขา เอวัง